ประโยชน์ที่ได้รับจากทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน

นายจรัญ กิลี     นักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน
ปัจจุุบัน     Human Life Sci. Eng.  Technical University of Denmark

DSC02917.JPGเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังนั่งทานข้าวกับครอบครัว ผมทำท่าเงอะๆ งะๆ ลุกขึ้นจากพื้นไปรับโทรศัพท์ทันทีที่ได้ยิน เป็นเสียงของผู้หญิงสาวถามผมว่า

”นั่น นายจรัญ กิลี หรือเปล่าคะ” เป็นคำถามที่ผมไม่ได้เจอบ่อยนักที่คนแปลกหน้าถามผมแบบทางการ ผมตอบรับว่าครับ ”น้องจรัญ เป็นผู้ได้รับทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนนะคะ ยินดีด้วยค่ะ” ผมไม่รู้จะพูดยังไง ผมคิดทันทีว่าจะบอกพ่อแม่และครอบครัวผมยังไงดีถึงความดีใจอย่างล้นหลามที่ได้ทุนเรียนต่อ ผมไม่ได้คิดหรอกครับว่าจะไปถึงเมืองนอก ประโยชน์ที่ผมได้รับเป็นอันดับแรกนั้นคงไม่มีอะไรนอกจากว่า ผมสามารถเรียนต่อโดยไม่ต้องอาศัยความลำบากของพ่อแม่ที่พยายามหาเงินให้ผมเรียนตลอดตั้งแต่เล็ก จนทำให้ผมกับพ่อแม่ไม่เคยได้อยู่ด้วยกันอย่างครอบครัวอื่นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมกับพ่อแม่มีความรักต่อกันน้อยกว่าครอบครัวอื่นๆ เลย

ผมได้เข้ามาปฐมนิเทศ ผ่านการทำกิจกรรมมากมายกับเพื่อนๆ นักเรียนทุนด้วยกัน ได้เลือกสาขาเรียน ได้เลือกประเทศที่ต้องการไปศึกษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มแรกที่ทำให้ชีวิตทั้งชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผมกล้าบอกได้เลยว่าคงไม่มีการตัดสินใจใดที่ดีที่สุดเท่ากับการตัดสินใจหยิบโอกาสนี้แล้วเดินตามมาจนถึงทุกวันนี้ ผมได้เรียนรู้เข้าสังคมกับเพื่อนใหม่ รู้จักการวางแผนอนาคตที่ดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย ได้เรียนรู้การตัดสินใจที่เมื่อเลือกแล้วจะพบการเปลียนแปลงอย่างมากมาย นี่คือสิ่งที่ได้จากการเข้าค่ายอบรม

แต่สิ่งที่ผมควรจะได้รับก่อนที่จะเดินทางมาเดนมาร์ก คงจะเป็นการเรียนเตรียมภาษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้ปะติดปะต่อกันง่ายขึ้นเมื่อเข้ามาเรียนภาษาที่ประเทศนี้แล้ว แต่มาถึงตอนนี้ผมคิดว่าประโยชน์ที่น่าจะได้รับหากเรียนภาษามาก่อนก็คงไม่ได้มากมายอะไร เพราะการเรียนภาษาที่เมืองไทยกับการเรียนภาษาที่นี่ก็ไม่เหมือนกัน เพราะที่นี่เราได้นำภาษามาใช้จริง และความเป็นจริงแล้วทำให้ภาษาเราพัฒนาเร็วมากเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหากมีรุ่นน้องมาใหม่คิดว่าภาษายากที่เรียนจากเมืองไทย ก็ไม่ต้องกลุ้มใจไป เพราะเราจะได้รับภาษาเต็มที่เมื่อมาเรียนที่นี่แล้ว และพัฒนาภาษาได้เร็วหากตั้งใจฝึกฝนจริงๆ

Hvad hedder du? อาจารย์สอนภาษาของผมถามเป็นรายบุคคล แต่โชคร้ายจริงๆ ที่มาเริ่มที่ผม ”เอ่อ อ่อ” ผมไม่รู้จะพูดยังไง อาจารย์เลยพูดว่า ”What’s your name!” ผมตอบ”me?” อย่างไม่เข้าใจอะไรเลย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้พูดกับฝรั่งซึ่งๆ หน้าอย่างนั้น เป็นอันว่าการเรียนวันแรกคลุกคลักไปหมด เพราะลำพังภาษาอังกฤษของผมเองก็ยังไม่สู้จะดีนัก หากฟังจากอาจารย์ฝรั่งพูดเข้าจริงๆ ก็เข้าใจลำบากเหมือนกัน แต่นั่นผมก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เพิ่งเริ่มต้น สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในช่วงแรกๆ นั้นคือ ทำให้ผมเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น สังเกตจากการฟัง ท่าทางของอาจารย์ วิธีการพูด และเรียนรู้ลักษณะนิสัยภายในของเค้า นั่นเป็นการเริ่มต้นที่ทำให้เราเกิดการพัฒนาตนเองไปในทิศทางของชาวตะวันตก

ผมได้เข้ามาพักอยู่กับเพื่อนๆ นักเรียนทุนด้วยกัน ซึ่งมีทั้งหมด 6 คน เราอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ทุกคนมีห้องของตัวเอง ใหม่ๆ ต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเองมาก เปิดเผยตัวเองค่อนข้างน้อย แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติของคนที่ยังไม่รู้จักกันดีพอ และกำลังใช้เวลาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องตลกอย่างหนึ่งที่ผมแอบกลัวมาตลอดก่อนจะมาเรียนที่เดนมาร์ก นั่นคือผมเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่มนักเรียนทุน odos จำนวน 6 คน สิ่งที่ผมกลัวก็เป็นเรื่องปกติวัยรุ่นผู้ชาย(คิดว่าอย่างนั้น) คือ กลัวไม่มีเพื่อนคุย กลัวเครียดที่ไม่มีเพื่อนผู้ชายด้วยกัน กลัวปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ ในกลุ่มไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้มาจนทุกวันนี้ ผู้ชายหรือผู้หญิงเป็นแค่เพศจริงๆ ครับ เพื่อนไม่มีขอบเขต ทุกคนคุยกันได้ อยู่ด้วยกันได้ รักกันได้ หากแต่ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันและยอมรับความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะการอยู่เมืองนอก นอกจากเราจะต้องพึ่งพาอาศัยตัวเองเป็นหลักแล้ว เพื่อนๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรขาด

ผมเคยจินตนาการหลากหลายว่าเดนมาร์กหรือเมืองนอกจะเป็นอย่างไรกันนะ ในความเป็นจริงมันก็ต่างจากสิ่งที่เราคิดฝันไว้จริงๆ หากจะดูแค่ตาแต่ปราศจากการสัมผัสนั้นก็เป็นคนละเรื่องเลย การที่ผมและเพื่อนๆ ได้เข้ามาสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม แวดล้อมด้วยสภาพอากาศแบบยุโรป ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่มีค่าหลากหลายนอกไปจากคำพูดที่ว่า เรียนเมืองนอก ได้ความรู้และปริญญาเมืองนอก สิ่งที่ผมคิดว่าผมได้มากกว่านั้นคือ ชีวิตใหม่ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ว่า เรารู้วิธีการขึ้นรถเมย์บ้านเค้า เรารู้วิธีการใช้เทคโนโลยีในการเรียน เรารู้วิธีการสั่งอาหาร แต่มันเป็นความภูมิใจลึกๆ ว่าเราที่มาจากบ้านนอก ไม่มีอะไรเลยน่ะหรือที่ได้มาทำตัวเองเหมือนๆ กับคนเดนมาร์กทั่วไปทุกๆ อย่าง สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าเราเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากคนไทยมาเป็นคนเดนมาร์ก แต่เป็นสิ่งที่เราได้มันมาใหม่โดยที่เรายังมีความเป็นไทยของเราอยู่ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผมภูมิใจที่เป็นนักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนอย่างแท้จริงครับ หรือพูดในอีกแง่นึงว่า ภูมิใจที่ได้ทำสิ่งที่คนส่วนน้อยได้มีโอกาสได้ทำ

การมาอยู่เมืองนอกนอกจากจะทำให้ความสามารถในการคิดเป็นไปอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้เรียนรู้ผ่านการวางแผนชีวิตประจำวัน การใช้เวลาในการเตรียมสอบ การจัดการบัญชีรายรับรายจ่าย การจัดการเรื่องที่อยู่อาศัย แล้วเรายังทำให้มีความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง แต่ว่าไปแล้วบางครั้งก็เหมือนทำให้หัวดื้อขึ้นมากกว่าเดิมก็ว่าได้ ฟังแล้วอาจจะไม่ค่อยเข้าท่า แต่ความจริงแล้ว มันทำให้เรามั่นใจมากกว่า กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะพูด กล้าที่จะขัดแย้งหากไม่ตรงตามที่เราคิดไว้ ผมคิดว่าตรงนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนักถ้ารู้จักกาลเทศะ และโอกาสในการใช้ความสามารถเหล่านี้

นอกจากนี้แล้วการได้มาอยู่ที่เดนมาร์กแห่งนี้ทำให้เห็นข้อแตกต่างทั้งดีและไม่ดีของทั้งสองประเทศ ข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะชอบมากทีเดียว เห็นจะเป็นทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่มีชนชั้นวรรณะ ไม่มีการแบ่งรวย จน ไม่สนใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป เคารพซึ่งกันและกันอย่างเหมาะสม ซึ่งถ้าเป็นเมืองไทยก็อาจมองว่าก้าวร้าว อย่างครูกับนักเรียนที่นี่ ซึ่งบางทีผมก็ไม่ชอบใจนักที่นักเรียนค่อนข้างก้าวร้าว ขาดความเคารพ แต่ถึงกระนั้นก็ตามปัญหาของเค้าก็ไม่มีอะไรเลยก็ว่าได้ ก็ชินกันไป ข้อดีอีกอย่างหนึ่งเห็นจะเป็น การชอบเดินทางท่องเที่ยว หาประสบการณ์ในชีวิตอยู่สม่ำเสมอ ให้เวลากับตัวเองในการพักผ่อน แต่ผมคิดว่าคงเป็นเพราะประเทศเดนมาร์กขาดที่ท่องเที่ยวที่มีอากาศอบอุ่นกระมัง จึงได้อพยพไปเที่ยวไทยหรือทางใต้ๆกันหมด สิ่งสำคัญที่ทำให้ชาวเดนมาร์กทำอย่างนั้นได้ก็เพราะมีปัจจัยเอื้ออำนวย ทำให้มีทุนในการท่องเที่ยว คงเทียบกับบ้านเราไม่ได้เท่าไหร่หากพูดถึงเรื่องค่าครองชีพและความเป็นอยู่

สรุปแล้วหากเรามองถึงข้อเสียและข้อดีก็มีทั้งสองแบบ แต่สิ่งที่ผมได้รับนั้นมันคงไม่ใช่แค่แบ่งข้อดีข้อเสียของเค้าและของเรา แต่เป็นการเรียนรู้วิธีการปรับใช้และการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เหมาะกับเรามากกว่า ซึ่งผมอยากจะยกตัวอย่างว่า ครั้งนึงนั่งรถไปกับเพื่อนแล้วผมก็เคี้ยวหมากฝรั่ง กะว่าจะโยนกระดาษห่อทิ้งออกนอกรถ เพื่อนบอกผมทันทีว่า ห้ามทำอย่างนั้นนะ ผมก็ค่อนข้างอายและก็ไม่ทำอะไรอย่างนั้นอีกเลย สำหรับเรื่องความเป็นระเบียบวินัย และเคารพและทำตามกฏหมายบ้านเมืองนั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องสำหรับชาวเดนมาร์กเลยล่ะครับ

สำหรับปัญหาที่มี ผมคิดว่าน่าจะเป็นความเหงา ไม่มีอะไรให้ทำที่หลากหลายเหมือนที่เมืองไทย ซึ่งก็เป็นธรรมดาในเมืองหนาว เพราะทุกคนต่างอยู่กับครอบครัวในบ้านทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการพบปะกับเพื่อนๆ และการเล่นกีฬาก็เป็นทางออกที่ดีมากทางหนึ่งครับ

ประโยชน์ที่ได้รับแน่นอนคือภาษาใหม่ที่ใช้ทั้งเขียนทั้งพูด ซึ่งสิ่งนี้ผมคาดหวังเป็นอย่างมากว่าจะได้ใช้ในการทำงานบ้างในอนาคต นอกจากที่จะสามารถทำให้เราทัดเทียมสามารถพูดกับชาวต่างชาติได้แล้วนั้น ยังทำให้ประเทศไทยเราเป็นประเทศเปิด เป็นที่รู้จักของชาวเดนมาร์กและสานสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต่อไป

คำแนะนำในการทำคู่มือสำหรับนักเรียนทุนที่จะมาศึกษาต่อต่างประเทศ

  • ควรมีระบบการสอบแข่งขันที่เป็นมาตรฐานในระดับนึง และมีการสอบสัมภาษณ์
  • ควรมีการจัดอบรม ทำกิจกรรม หากมีการเลือกสาขา ไม่ควรเคร่งครัดตรงนั้นมากเกินไป เพราะผมเห็นว่ายังไงนักเรียนต้องมาเรียนภาษาก่อน มีเวลาค้นหาตัวเองก่อนที่จะศึกษา หากเลือกสาขาแล้วแต่เกิดเปลี่ยนใจ จะทำให้นักเรียนอึดอัดใจ
  • มีขอบเขตของทุนอย่างชัดเจน หากต้องให้นักเรียนกลับไปทำงานให้รัฐ ควรหางานที่เหมาะสมให้นักเรียน หรือนักเรียนขอความช่วยเหลือเรื่องการหางานที่ไทยจาก กพ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
  • มีการเตรียมภาษาและแนะแนวประเทศที่นักเรียนจะไปศึกษาอย่างละเอียด
  • ติดตาม เยี่ยมเยียนนักเรียนต่างประเทศบ้างเป็นบางครั้ง

สุดท้ายนี้ผมอยากฝากไปถึง สถานทูตประจำกรุงโคเปนเฮเกน รวมไปถึง กพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ผมภูมิใจที่ได้รับทุนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีข่าวทางด้านลบอยู่บ้าง แต่ในความเห็นของผมแล้วหน่วยงานต่างๆ ที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นได้ทำงานอย่างดีแล้ว ได้ดูแลเอาใจใส่นักเรียนที่เรียนต่างประเทศอย่างดี ได้ให้โอกาสและคอยช่วยเหลือในทุกๆ ด้านที่ทำได้ ผมขอกราบขอบพระคุณทุกๆ หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือและดูแลเป็นอย่างดีมา ณ โอกาสนี้

แผนการในอนาคต

สาขาที่ผมเรียนเป็นวิศวกรรมศาสตร์ ด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์ยาและอาหาร Human Life Science Engineering ซึ่งตามหลักสูตรแล้วต้องใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี (3+2 ปี) หากจบปริญญาตรีแล้วสามารถเลือกสาขาอื่นๆ ได้หลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกันนี้ สำหรับสาขานี้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและยาเพื่อให้ตรงและป้องกันโรคหลักๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ โดยใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย หากสำเร็จการศึกษาแล้วส่วนมากจะได้เข้าทำงานในบริษัทยา-ผลิตยา ในขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าความเป็นไปได้ในการเรียนต่อสองปีนั้นมากน้อยแค่ไหน แต่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับโอกาสได้เรียนต่อจนจบสมบูรณ์ไม่ทางใดก็ทางนึง จากหน่วยงานต่างๆ

สำหรับบริษัทหรือที่ทำงานที่ผมสนใจที่ประเทศไทยก็อย่างเช่น บริษัทใหญ่บริษัทนึงในเดนมาร์กนชื่อว่า Nova Nordisk ก็มีสาขาในประเทศไทยด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้การทำงานในโรงพยาบาลแผนกยาก็เป็นไปได้เช่นกัน รวมไปถึงบริษัทที่มีการตรวจสอบและผลิตผลิตภัณฑ์อาหารก็เป็นอีกทางเลือกนึง

หากหน่วยงานที่ประเทศไทยสามารถช่วยเหลือในการจัดหางานที่เหมาะสมให้ได้นั้นจะเป็นสิ่งที่ดีมาก ตรงนี้จะทำให้ผมรู้สึกมั่นใจได้ว่าสิ่งที่ได้เรียนและศึกษามาจะได้นำมาใช้ในประเทศไทยได้อย่างถูกเป้าหมายและเหมาะสมกับตัวเอง และเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อประเทศชาติและตัวของผมเอง

 

© Royal Thai Embassy, Copenhagen, Denmark 2009