แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับวันพุธ ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
ลมเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างของห้องครัว ที่เปิดเอาไว้เพียงไม่ถึงหนึ่งคืบ แต่แค่เพียงเท่านั้นก็ทำให้มีความรู้สึกว่าเหน็บหนาวขึ้นมาได้ไม่น้อย ทั้งๆที่เป็นฤดูร้อน และแม้ว่าแสงตะวันจะยังสาดส่อง หรือแม้ว่าพระอาทิตย์จะไม่ยอมลับหายไปจากขอบฟ้า จนกว่าจะถึงเวลาใกล้เที่ยงคืน แต่ความเหงาและเดียวดายก็ทำให้ลมเพียงเบาๆ กลายเป็นลมหนาวได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนไว้เหนือประตูห้องครัว เป็นเวลา ๒๐.๓๑ นาฬิกา ในขณะนั้นก็ได้นึกถึงเรื่องราวการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาในตลอดระยะเวลาเกือบสามปี ในเส้นทางการใช้ชีวิตแบบห่างไกลครอบครัว ในเมืองใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเดินทางจากบ้านกว่าสิบสองชั่วโมง ข้ามแผ่นดิน ข้ามน่านฟ้า ข้ามมหาสมุทร เพื่อมาแสวงหาเครื่องมือที่มีศักยภาพในการพัฒนาผู้คนและประเทศชาติ จะสามารถหอบข้ามน้ำข้ามทะเลไปฝากประเทศไทยในอีกเจ็ดปีข้างหน้าได้อย่างไม่ต้องเสียค่าน้ำหนักเพิ่มเลย เหลืออีกแค่สี่ปีแล้วสินะ เป็นเวลาที่ไม่นานเลย เพราะนี่ก็ผ่านมาสามฤดูหนาวแล้ว ฤดูหนาวที่สี่ ในปีนี้ ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่หนาวเหมือนปีที่ผ่านมา เมื่อคิดเช่นนี้ ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิตที่ทั้งหนาวและเหงาใจ ข้าพเจ้าก็เริ่มที่จะมานั่งตั้งใจเขียนเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งที่จะปรากฎในลำดับต่อไปนี้ หากแต่เกิดความรู้สึกว่าอยากที่จะเขียนแล้วไม่ลงมือเสียที สิ้นปีนี้ หรือปีไหน ความคิดและความทรงจำของข้าพเจ้าก็คงจะยังวนเวียนอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำที่มีอยู่อย่างนั้น ในวันนี้ จึงเริ่มต้นที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่กลั่นมาจากความคิดและจิตสำนึกภายใน ผ่านตัวหนังสือที่ร้อยเรียงมานี้
TG 950 สุวรรณภูมิ-โคเปนเฮเกน เวลา ๐๑.๑๕ ตามเวลาประเทศไทย นี่เป็นสิ่งแรกที่นักเดินทางมือใหม่จะต้องรู้เมื่อไปถึงสนามบิน การรอคอยราวสี่ชั่วโมง นับจากเวลาประมาณสามทุ่ม ของวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ในวันนั้นนับว่าเป็นการรอคอยที่แสนสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นการรอคอยที่เต็มไปด้วยไออุ่นจากครอบครัวที่เดินทางมาพบกันที่สนามบิน จนทำให้นึกถึงบรรยากาศวันปีใหม่ หรือวันครอบครัว ที่ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวที่บ้านของคุณยาย อบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นเช่นนั้น แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าจะเป็นการจากบ้านไปไกลของเด็กหญิงตัวน้อยอายุสิบแปดปีของแม่ เพราะไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราก็คงเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ดี ในสายตาของผู้เป็นแม่ สามชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก ก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปในที่พักผู้โดยสาร ตอนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าแม่ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เพราะเพียงแค่เหลือบไปเห็นแม่ซึ่งยืนอยู่ห่างๆ และมีน้ำตาที่คลออยู่ในตานั้น ก็กลัวว่าจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เป็นที่รู้กันดีว่าการจากลาของคนที่ไม่เคยห่างกันเลยในช่วงอายุหนึ่ง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเพียงใด ในตอนนั้นก็ทำได้เพียงยิ้ม และยิ้ม เวลาใกล้เข้ามาทุกที จึงร่ำลาและโอบกอดทุกๆคน ในวันนั้น และสุดท้ายคือการสวมกอดของแม่ เป็นอ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่น กอดแม่ครั้งใดก็ไม่เหมือนครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่เพียงสั้นๆ และสิ่งที่พยายามที่สุดคือกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่คนในครอบครัวหลายคนที่ไม่สามารถทำได้ และแล้วก็เดินจากมาทั้งที่ยังไม่อยากจะออกจากอ้อมกอดนั้น จังหวะสุดท้ายที่หันหลังกลับไป ภาพที่เห็นคือสายตาหลายคู่ ที่เฝ้ามองและยิ้มให้ บ้างก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับที่ตา บ้างก็ยืนโบกมือเป็นกำลังใจ ภาพเหล่านั้นยังคงตราตรึงมาจนถึงทุกวันนี้
นักเดินทางกลุ่มหนึ่งที่ใส่เสื้อสีเหลืองเฉลิมพระเกียรติไว้ภายในเสื้อสูท ซึ่งมีด้วยกันสามคน เด็กผู้ชายสองคนจากภาคกลาง และเด็กหญิงหนึ่งเดียวคนนี้จากดินแดนที่ราบสูง จะได้ออกเดินทางครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งจะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลแสนไกล เหมือนนกน้อยกำลังจะจากคอน ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ เราทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น ส่วนในใจก็นึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยให้ช่วยคุ้มครองให้เดินทางครั้งนี้ปลอดภัย แล้วเวลานั้นก็มาถึง เครื่องบินเริ่มเคลื่อนตัวออกไปเพื่อเตรียมบิน และวินาทีที่เครื่องบินทยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตีสอง เช้าของวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ขณะนั้นมือทั้งสองข้างได้สอดประสานเข้ากับเพื่อนนักเดินทางมือใหม่ทั้งสองคน เวลาผ่านไปสักครู่ สายตาก็ได้มองผ่านกระจกหน้าต่างของเครื่องบินออกไป ซึ่งจะเห็นดวงไฟแสงสีที่ส่องสว่างมาจากพื้นด้านล่างได้อย่างชัดเจนและกว้างไกล น้ำหยดใสๆ ที่กลั้นเอาไว้มานาน ก็เริ่มไหลออกมาหยุดอยู่ที่ปลายคาง เหมือนเป็นการอำลาประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ขณะนั้นมือทั้งสองก็ยังจับอยู่กับเพื่อนทั้งสอง สักพักน้ำใสๆหยดนั้นก็หยดลงที่หน้าตักแล้วซึมหายเข้าไปในเนื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเวลาผ่านไปราวสิบชั่วโมงเศษก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเย็นจากภายนอกที่ซึมผ่านเข้ามาทางกระจก และเริ่มเห็นแสงสว่างและทะเลเมฆที่กว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่นานก็เริ่มเห็นภูมิทัศน์ชัดเจนขึ้น บ้านเมืองที่เรียงชิดติดกันอย่างเป็นระบบระเบียบ รับกับแสงตะวันที่ลอดผ่านเมฆหนามารำไร นี่หรือคือดินแดนที่ใครต่อใครถามถึงว่า อยู่ส่วนไหนของโลก? เป็นคำถามที่น่าขันอยู่ทีเดียว เพราะถึงแม้ว่าคนไทยจะมาอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งประเทศไทยและประเทศเดนมาร์กก็มีความสัมพันธ์กันมานับร้อยห้าสิบปี แต่คนส่วนมากไม่ค่อยรู้จัก โคเปนเฮเกน กันเท่าไรนัก ส่วนมากเมื่อพูดถึงยุโรป คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง ลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน เป็นต้น แต่ก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่รู้จักประเทศนี้เป็นอย่างดี
เวลา ๐๖.๒๓ ล้อเครื่องบินล่อนลงสัมผัสกับพื้นรันเวย์ ณ สนามบินกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก อย่างนุ่มนวน จากนั้นพวกเราก็เดินเข้าไปเพื่อตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋า ตอนนั้นก็พูดภาษาเดนนิชได้นิดหน่อยก็ลองวิชาเลยทีเดียว แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามอะไรนอกเหนือจากการทักทายกันธรรมดาและคำขอบคุณ แต่การที่ได้คุยกับเจ้าของภาษานับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มันทำให้เกิดความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
เพื่อนร่วมทางจำนวนไม่น้อยที่มาต่อแถวและรอรับกระเป๋า และหนึ่งในนั้นก็คือ ภริยาของท่านเอกอัครราชทูต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อเพื่อให้เราเดินทางมาพร้อมกับท่านในครั้งนั้น และเมื่อเราทั้งหมดทำธุระทางด้านในเสร็จสิ้น ก็เดินออกมาเพื่อจะไปรับกระเป๋า ภาพที่เห็นคือ ผู้ชายร่างเล็ก ผิวขาว สวมชุดสูท และแว่นตา ท่าทางภูมิฐานน่าเคารพ มือข้างหนึ่งล้วงไปในกระเป๋ากางเกง และมีคนติดตามมาอีกหนึ่งคน ชายร่างเล็กคนนั้น คือท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งเดินทางมารับภริยาและพวกเราด้วยตัวเอง อีกทั้งยังมีผ้าพันคออย่างดีมามอบให้พวกเราทั้งสามพร้อมกันนี้ด้วย การต้อนรับอันแสนจะอบอุ่นนี้ นับความประทับใจอีกอย่างนึงของการเดินทางครั้งนี้เลยทีเดียว
ราวเจ็ดนาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่น วันที่เจ็ด พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ พวกเราทั้งหมดก็ออกมาจากตัวอาคารเพื่อที่จะเดินทางไปที่สำเนียบ ตอนนั้นที่ประเทศเดนมาร์กกำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศภายนอกอาคาร สดชื่น เย็นสบาย ผู้คนผมทอง ผิวขาว ตัวโต เดินไปมา และต่างสวมชุดคลุมกันหนาว แต่พวกเรากลับเดินออกมาอย่างไม่มีเสื้อคลุม ลมเบาๆ พัดมากระทบผิวกาย ทำให้รู้สึกถึงความเย็นขึ้นมาบ้าง ถึงแม้อากาศจะค่อนข้างเย็นและต่างจากบ้านเรามาก แต่กลับรู้สึกอบอุ่นและปลื้มใจเป็นอย่างมากในสถานการณ์ตอนนั้น อากาศอันหนาวเหน็บและไม่คุ้นเคย จึงไม่ได้มีผลอะไรกับพวกเรามากนัก เพราะความรู้สึกอบอุ่นที่เราได้รับเหล่านั้น ได้เข้ามาแทนที่จนเต็ม จนล้น จนไม่มีที่เหลือให้ความหนาวเย็นเลย และผ้าพันคอผืนสวยก็ยังคงอยู่ในหีบห่อเช่นเดิม
เมื่อเดินทางไปถึงทำเนียบ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีอีกเช่นเคย จากนั้นก็ร่วมรับประทานอาหารเช้าร่วมโต๊ะ กับท่านเอกอัครราชทูตและภริยา ข้าวต้มกุ้งสุดวิเศษคืออาหารเช้ามื้อแรกที่ได้ลิ้มรส ณ ประเทศเดนมาร์ก มื้ออาหารผ่านไป เราก็ไปเดินเล่นในสวนและถ่ายรูปเล่นกัน หลังจากนั้นไม่นานก็ร่วมเดินทางโดยการเดินเท้าไปยังสถานทูตไทยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบนัก แต่ที่พิเศษก็คือการเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับท่าน ออท. ซึ่งปกติแล้วท่านน่าจะนั่งรถประจำตำแหน่งไปยังที่นั่น นับว่าเป็นความไม่คาดฝันเลยจริงๆ
เมื่อย่างก้าวเหยียบย่ำไปบนพื้นแผ่นดินเดนมาร์กไปสักระยะหนึ่ง ก็รู้สึกได้ทันทีว่า นี่แหละคือแผ่นดินแห่งความสงบและร่มเย็น นอกจากบ้านเกิดของเราแล้ว ก็ยังอุ่นใจได้ว่า ที่นี่คือที่พักแห่งใหม่ในการเดินทางครั้งใหม่ครั้งนี้ นกน้อยทั้งสามได้พักพิงที่รังใหม่อันแสนอุ่น รังที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอความอบอุ่นและรอยยิ้ม จนแทบไม่มีความซึมเศร้าหรือความรู้สึกคิดถึงบ้านมากวนใจเลย ทุกๆท่านดีกับพวกเรามาก ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสถานทูตไทยที่ไม่เคยทอดทิ้งเลย และพี่ๆ โอดอสรุ่นที่หนึ่งซึ่งรักและกลมเกลียวกันมาก เราแทบจะไม่ขาดการติดต่อกันเลย เรามักจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำด้วยกันเสมอ เช่น เล่นไอซ์สเกท ไปทะเล ทำซูชิ หรืออาหารไทยกินด้วยกัน ฯลฯ
และในตอนนี้เรามีท่าน ออท. ท่านใหม่ซึ่งเป็นผู้หญิง ท่านก็จะเรียกแทนตัวเองเสมอว่า “ป้า” และเข้าใจเด็กๆ เป็นอย่างดี ยิ่งทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับท่านและอบอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ทำให้เราไม่เกร็งหรือกลัวที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นต่อหน้าท่านเลย ทุกๆ ครั้งที่ถูกถามถึงการดูแลเอาใจใส่ของทางสถานทูตไทย หรือ สนร. จากเพื่อนๆ ที่เดินทางไปประเทศอื่น หรือเพื่อนๆ ทั่วไป ก็จะเล่าให้ฟังดังนี้แทบทุกครั้ง จนเพื่อนๆ ก็ต่างอิจฉา นรท. ประเทศเดนมาร์กแทบทั้งสิ้น ที่ได้รับความอบอุ่นและการเอาใจใส่และความเป็นกันเองเช่นนี้ แม้ในวันที่สำเร็จการศึกษาในระดับเตรียมอุดมศึกษา เราก็ได้รับช่อดอกไม้ช่อโตจากสถานทูต และรุ่นพี่ พร้อมกับกำลังใจจากผู้ดูแลนักเรียน รุ่นพี่ และอาจารย์สอนภาษา ที่เดินทางมาด้วยกันหลายท่านในวันนั้น และอาจารย์ยังให้บัตรของขวัญเพื่อเป็นการแสดงความยินดีอีกด้วย เรามีอาจารย์อยู่ทั้งหมดสี่คน ทุกคนน่ารักและใจดี ไม่มีใครลืมเราเลย เช่นเดียวกับที่เราไม่เลยลืมพวกเขาเช่นกัน เขายังคงเฝ้าติดตามข่าวคราวของพวกเรา และคอยให้ความช่วยเหลือพวกเราในทุกๆ เรื่อง และเราก็จะนัดเจอกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านของอาจารย์เพื่อร่วมรับประทานอาหารด้วยกันเป็นประจำทุกปีก่อนช่วงเทศกาลคริสมาสต์จะมาถึง
การเดินทางจากบ้านมาไกลในครั้งนี้ ทำให้ครอบครัวเป็นห่วงมาก แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่ต้องเดินทางไกล แต่ก็ไม่ถึงกับข้ามน้ำข้ามทะเลแบบนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังยืนยันกับครอบครัวและคนที่ถามถึงความเป็นอยู่เสมอว่า อย่าห่วงเลย ที่นี่เป็นเสมือนบ้านหลังใหม่ เป็นรังใหม่ ที่คอยประคับประครอง และบ่มฟักปีกน้อยๆ นี้ให้แข็งแรงและพร้อมที่จะเผชิญกับโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ต่อไปได้เป็นอย่างดี
๒๑.๕๑ ข้าพเจ้าเหลือบไปมองนาฬิกา ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์คู่ใจ จึงชั่งใจอยู่ว่าจะพักไว้แค่นี้ก่อนแล้วไปสวดมนต์นั่งสมาธิแล้วจึงมาเขียนต่อดีหรือไม่ แต่ข้าพเจ้าก็ตัดสินสินใจที่จะเขียนต่อไป หวังในใจว่า จะถ่ายทอดเรื่องราวออกไปให้เร็วที่สุด
คงไม่มีใครจะคิด และจะมีใครสักกี่คนที่เชื่อว่าในวันนี้ เด็กหญิงตาดำๆ จากบ้านนอก ลูกแม่ค้าขายปาท่องโก๋ จะได้มานั่งเขียนบันทึกฉบับเรียงความ บรรยายเรื่องราวของตัวเองอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ถูกเรียกว่า เมืองหลวง เช่นนี้ หลายคนอาจพูดว่า คนที่เรียนไม่เก่งเท่าไรอย่างนี้ ทำไมมาถึงตรงจุดนี้ได้ มันอาจจะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะเป็นเรา เราจะทำได้จริงหรือ แต่ทุกวันนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เรายังอยู่ อยู่ ณ ที่แห่งนี้ อย่างเป็นสุข และสงบ เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ถึงแม้จะมีสิ่งต่างๆ มากมายที่ต้องเผชิญบนผืนแผ่นดินผืนเล็กๆ ผืนนี้ก็ตาม เช่น สภาพอากาศที่คอยบั่นทอนกำลังใจในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน และเป็นสิ่งที่คอยทำให้รู้สึกเศร้าเพราะความมืดมัวของท้องฟ้าในยามหน้าหนาว รวมไปถึงหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ใครต่อใครก็ต่างคิดและบอกว่าสวยงาม สวยนะ สวยจริงๆ ในยามที่ตกลงมาแรกๆ แต่พอนานไปเมื่อจับตัวกันเป็นแผ่นน้ำแข็งแล้วล่ะก็...ท่าลื่นล้มไม่สวยงามอย่างที่คิดเอาเสียเลย บางครั้งแทบจะไม่อยากออกไปไหนเลย ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกว่าสิบองศาเซลเซียส ราวกับถูกแช่อยู่ในห้องแช่แข็งทีเดียว บางครั้งยังมีฝนโปรยปรายลงมาเป็นของแถมอีก แต่เมื่อฤดูอันโหดร้ายผ่านไป ความมีชีวิตชีวาของฤดูใบไม้ผลิก็เข้ามาแทนที่ ใบไม้สี
อ่านต่อหน้าสอง......../
|