บันทึกของชาวรากหญ้า

นางสาวจิรพร กลั่นสุภา      นักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน รุ่นที่ ๒ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
ปริญญาตรีหลักสูตรขั้นพื้นฐานมนุษศาสตร์และเทคโนโลยี     (Humanistic technology basis study)  Rokilde University, Denmark

เขียวอ่อนเริ่มผลิออกมาจากต้นไม้แห้งเหี่ยวที่ดูเหมือนตายไปแล้วกว่าสามเดือนอีกครั้ง เริ่มมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น พวกมดและแมลงออกมาเที่ยวชมยอดใบไม้ใหม่ พร้อมกับสร้างสีสรรค์ให้แก่ผู้พบเห็น และไม่นานฤดูร้อนก็มาถึง ซึ่งเป็นฤดูที่ทุกชีวิตต่างเบิกบานและยินดีเป็นที่สุด ผู้คนต่างรักและชอบที่จะเดินทาง ทำกิจกรรม หรือนอนรับแสงแดดอย่างอิ่มใจริมหายทรายสีขาว ซึ่งมีเสียงเพลงกล่อมจากคลื่นที่ซัดมาเบาๆ พร้อมกับเสียงนกนางนวลที่ต่างพากันมาร่วมบรรเลงอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงแม้หาดทรายที่ทอดยาวไปนี้จะไม่อุ่นเท่าทรายที่บ้านเรา แต่ก็พอทำให้เท้าคู่นี้ได้สัมผัสว่าพื้นข้างล่างคือทราย ทรายที่คอยโอบอุ้มทะเลและล้อมรอบประเทศเดนมาร์กเอาไว้ทุกๆด้าน เว้นก็แต่ชายแดนตรงคาบสมุทรที่ติดกับประเทศเยอรมัน มันเป็นเหมือนกับขอบรั้วของประเทศก็ว่าได้ ใบไม้และดอกไม้ต่างแข่งขันกันผลิดอกออกผลให้ผู้คนได้ยลกันอย่างไม่ขาดสาย แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ไม่นานใบไม้น้อยใหญ่ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ดอกไม้เริ่มร่วงโรยตามกาล แล้วลมแรงก็มาหอบพัดพาเอาใบไม้จากต้นไม้ไปเกือบหมดในระยะเวลาเพียงสามเดือน ต้นไม้แทบทุกต้นก็กลับไปยืนรับลมโชยอย่างเหงาๆ รอการกลับมาของใบไม้เพื่อนยากในอีกสามเดือนข้างหน้า จะเหลือก็แต่เจ้าต้นสนสีเขียวสดที่ยืนต้นเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวรอคอยเทศกาลคริสมาสต์มาถึง และเมื่อเทศกาลปีใหม่เวียนมาอีกรอบ ก็เป็นอีกหนึ่งวัน ที่พวกเราจะไปรวมตัวกันที่ทำเนียบเพื่อฉลองวันปีใหม่ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้มยินดี เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความเหน็บหนาว ความอ่อนล้าตลอดจนความเครียดจากการเรียน เป็นวัคซีนป้องกันโรคเหงา ให้พวกเราได้เป็นอย่างดี และเป็นดังเม็ดฝนที่คอยชุบชโลมใบหญ้าน้อยๆ อย่างพวกเราให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากที่ถูกความกดดันทางสังคมเหยียบย่ำ และความปรวนแปรทางสภาพอากาศที่คอยจ้องจะทำร้ายต้นหญ้าใบอ่อนอย่างพวกเราอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเราขาดปัจจัยในการเจริญเติบโตหลายประการ เช่น ขาดกำลังใจจากครอบครัวซึ่งเปรียบเหมือนแสงตะวันอันอบอุ่นไป ขาดร่มเงาของศาสนาซึ่งเป็นดังต้นไม้ใหญ่ ขาดผืนแผ่นดินเกิดที่เป็นแหล่งอาหารและคอยยึดเหนี่ยวรากบางๆ ของเราเอาไว้ เราก็คงจะไม่เจริญเติบโต และสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้เป็นแน่

“บอบบางแต่เข้มแข็ง อ่อนโยนแต่มั่นคง จืดชืดแต่งดงาม และแม้มันจะดูไร้ค่าเพียงใด มันก็ยังคงหยัดยืน ได้ด้วยตัวมันเอง” นี่เป็นนิยามของคำว่า “ต้นหญ้า” ที่ “จอยก้าบ” ได้ให้ไว้ในกระทู้ในหน้าอินเตอร์เนทแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๗

“ต้นหญ้า” ต้นไม้เล็กๆ ที่ใครอาจมองว่าไร้ค่าเสมอ แต่หากเราเกิดในสถานที่และเวลาที่ถูกและเหมาะสม และรวมกันเป็นปึกแผ่น รวมถึงได้รับการตัดแต่งให้สวยงาม กลุ่มต้นหญ้าอย่างเรา ก็จะมีคุณค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับคนที่จะมองเห็นประโยชน์ของเราด้วย บางครั้งเราก็ไปเป็นยารักษาเยียวยาผู้คนได้เหมือนกัน แต่กอหญ้าเล็กๆ หากอยู่เพียงลำพัง สักวันคงต้องถูกถอนทิ้งทำลาย เพราะถูกมองว่าเป็นวัชพืช ที่ไม่มีใครต้องการ แต่หากเมื่อเราเติบโตเต็มที่แล้วมารวมกันเป็นผืนหญ้า หรือทุ่งหญ้าที่มองดูแล้วสบายตา สดชื่น สร้างความชุ่มชื้นให้กับสวนสวย เป็นพรมสีเขียวนุ่มนิ่ม ให้คนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์มากมาย และเป็นอาหารให้สัตว์น้อยใหญ่มากมายบนโลกใบนี้

เมื่อกล่าวถึงต้นหญ้าใครหลายคนก็ต่างคิดว่า ไม่มีค่าอะไร อ่อนแอ แต่ความจริงแล้วการที่เรายอมลู่ลำต้นตามลม หรือฝ่าเท้าก็เพื่อที่จะถนอมตัวเราเอง และเมื่อมีเม็ดฝนมาชโลม แสงแดดสาดส่องมาถึง มีดินที่อุดมสมบูรณ์ และร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่เป็นบางคราว เราก็พร้อมที่จะยืนหยัดลุกขึ้นมาใหม่และพร้อมที่จะทำหน้าที่ของพวกเราอย่างสมบูรณ์ต่อไป คุณสมบัติโดดเด่นของเราคือ ความอดทน ดังนั้นเราจะช่วยกันแผ่ผืนปกคลุมผืนแผ่นดิน มิให้ถูกพายุฝนที่โหมกระหน่ำมาทำลายหรือทำร้ายแผ่นดินที่เราอาศัยอย่างแน่นอน

“ชนชั้นรากหญ้า” หรือ “ลูกหัวคะแนน” หรือ “เด็กไร้ความสามารถ” ถ้อยคำเหล่านี้เชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินมาจนชินหู และคุ้นเคยกันดี ข้าพเจ้าเองก็ได้ยินได้ฟังมาเยอะเช่นเดียวกัน แต่คำเหล่านี้เองที่มาเติมพลังให้กับชีวิต และเป็นเหมือนแรงบันดาลใจและแรงพลักดันให้ข้าพเจ้าต่อสู้ และดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เกิดความฝัน ความทะเยอทะยาน ที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ใครกล่าวหา และทำให้เห็นคุณค่าของตัวเองมากยิ่งขึ้นด้วย มาจนถึงวันนี้เรากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเราไม่ใช่ลูกหัวคะแนนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ(ผิด)มาโดยตลอด ข้าพเจ้าสอบจริง สัมภาษณ์จริง และต่อสู้เคียงข้างกับเพื่อนหลายคนที่มีความฝันและอุดมการณ์เดียวกันมามากมาย และทุนนี้ก็เป็น ”โอกาสทองของเด็กไทย” จริงๆ ไม่อิงการเมือง จากวันนี้ไปข้าพเจ้าและเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน จะพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ว่า เราตั้งใจและมีจิตสำนึกที่ดีต่อประเทศชาติเสมอ และเด็กบ้านนอกคนนี้จะทำฝันให้เป็นจริงให้ได้ และจะขอหอบความรู้ทั้งหมดที่ได้นี้กลับไปช่วยพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปตราบนานเท่านาน เงินภาษีแต่ละบาทแต่ละสตางค์ของประชาชนทุกคนจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน “ภาษีประชาชน โอกาสของใครหลายคน” นี่เป็นคำที่เพื่อนร่วมรุ่นของข้าพเจ้าคนหนึ่งเขียนไว้เตือนใจตัวเอง และข้าพเจ้าก็ได้ขอยืมมาใช้ในโอกาสนี้ด้วย เมื่อนึกไปถึงเด็กไทยหลายๆ คนที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเรียนหนังสือ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรามีอุดมการณ์อันแน่วแน่ ที่จะต้องกลับไปรับใช้ประเทศอย่างแน่นอน เพราะหากจะไม่ตอบแทนอะไรกลับไปให้ประเทศชาติเลย เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่รู้คุณแผ่นดิน เพราะการได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้นั้น นอกจากจะทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาต่อและมองเห็นอนาคตของตัวเองแล้ว ยังทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้คิด ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนมากมาย ได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาคนเดียวไกลๆ ได้รู้จักการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ ได้รู้จักคิดวางแผนการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมเมืองใหญ่ ได้รู้จักเพื่อนชาวต่างชาติมากมาย และได้ทำกิจกรรมมากมายร่วมกัน ได้รู้จักศิลปะวัฒนธรรมของชาวยุโรปมากขึ้นได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ได้เข้าร่วมชมอุปรากรที่มีชื่อเสียง ได้เป็นทูตวัฒนธรรม จากการได้เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมนุม International Club ของทางมหาลัยในระหว่างเรียนภาษา ด้วยการร่วมกันระหว่าง นักเรียนไทย ฟิลิปปินส์และจีน ที่เรียนในมหาลัย Roskilde University จัด Asian Night Party ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศตะวันออก และได้ฝึกสอนให้เพื่อนสาวชาวฟิลิปปินส์รำเพลงเอ้ดอกคูณ ซึ่งใช้แสดงในงานนี้ด้วย และยังได้มีโอกาสร่วมงานต่างๆ ที่ทางสถานทูตและสมาคมการค้าไทยฯ จัดขึ้นอีกด้วย เช่น งานวันพ่อ ในทุกๆปี เป็นต้น

ได้รู้จักคนไทยใจดีมากมาย ผู้คนในหลายๆ ระดับ หลายๆ อาชีพ หลายๆ เชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของนานาประเทศ ได้เรียนรู้ภาษาใหม่ ซึ่งมีคนเพียง ๕ ล้านคนทั่วโลกเท่านั้น ที่สามารถใช้ภาษานี้สื่อสารกันอย่างเข้าใจ ได้ฝึกทำและลิ้มรสอาหารต่างชาติมากมาย ได้เรียนรู้ที่จะหาความสุขจากสิ่งรอบตัว สายลม แสงแดด ธรรมชาติอันงดงาม ฯลฯ ประโยชน์ที่ได้รับนั้นมีมากมายเกินกว่าที่ได้เขียนมาแล้วทั้งหมด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ได้มองกลับไปยังประเทศของเรา ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ความมีวินัย และการเคารพสิทธิของผู้อื่น ฯลฯ และเห็นช่องทางที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา แต่อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยเท่านั้นเอง

๒๒.๔๙ ข้าพเจ้าเหลือบไปมองนาฬิกา ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์คู่ใจอีกเช่นเคย เห็นทีว่าต้องพักไว้แค่นี้ก่อนแล้ว จากนั้นจะไปสวดมนต์นั่งสมาธิ เข้านอน แล้วจึงมาเขียนต่อในวันที่ความคิดบรรเจิดอีกครั้ง และแล้วก็ตัดสินสินใจที่จะหยุดทั้งที่อารมณ์ศิลปินยังคงต่อเนื่องอยู่

วันพุธ ที่ ๙ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

แล้วข้าพเจ้าก็กลับมานั่งตรงที่เดิม ตรงนี้อีกครั้ง กลับมานั่งเขียนบรรยายความในใจกันอีกรอบ แต่รู้สึกครั้งนี้จะห่างหายไปนานพอดูเลยทีเดียว ว่าแล้วก็เริ่มเลยก็แล้วกัน

นับตั้งแต่วันที่ถูกเรียกว่า ”นักเรียนทุน” และต่อไปนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะอยู่ในสายตาของประชาชนไปหมด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าพจรู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด การเป็นนักเรียนทุนนี้ สิ่งที่ได้รับอย่างเห็นได้ชัดคือ โลกของข้าพเจ้าถูกเปิดออกและขยายให้กว้างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากความประทับใจแรก ที่ได้ไปเข้าค่ายร่วมกับเพื่อนๆ ภาคอิสาน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้าพเจ้ามีความประทับใจมาก และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเลือน ความอบอุ่นในครั้งนั้นยังคงคละคลุ้งอยู่ภายในใจของข้าพเจ้าตราบเท่าทุกวันนี้ และทุกทีที่นึกถึง

ข้าพเจ้ามีความสุขกับการใช้ชีวิตตรงนี้ มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น ได้เรียนรู้และเข้าใจคำว่า มิตรแท้ มากยิ่งขึ้น ซึ่งเราก็เดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างประเทศเมื่อมีโอกาส และการมาอยู่ที่ต่างประเทศ ก็ได้สอนอะไรหลายอย่างให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เพราะต้องคอยเตือนคอยสอนตนเองอยู่ตลอด จะคิดจะทำอะไรก็ รอบคอบมากขึ้นด้วย

“ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน อ่อนน้อม ถ่อมตน มองคนในแง่ดี รักษ์ศักดิ์ศรีตนเอง เกรงใจผู้อื่น หยิบยื่นคุณธรรม” นี่คือคำขวัญประจำตัวที่ยังคงติดอยู่ในหัวใจและข้างฝาผนังของห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยหนังสือ และอุปกรณ์วาดเขียน และสรรพสิ่งมากมาย ทั้งที่ถูกใช้งานบ่อยๆ และไม่ถูกใช้เลย คำขวัญนี้อาจจะดูยาวไปบ้าง แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มันเป็นคำขวัญที่ข้าพเจ้าสามารถทำได้จริง จดจำได้ติดปากและก็จะพูดออกมาได้อย่างไม่ขัดข้องหากถูกถามถึง

ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและขอขอบคุณทุนนี้และประชาชนทุกท่าน เพราะหากไม่มีทุนนี้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสแบบนี้หรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะได้เข้าเรียนในมหาลัยหรือไม่ ไม่รู้ว่าครอบครัวของข้าพเจ้าจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร ข้าพเจ้าไม่รู้เลย ไม่เห็นทางสว่างเลย ทุกวันนี้จะจับจ่ายอะไร ก็ยังคงคิดเสมอว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ข้าพเจ้าใช้อยู่นี้ เป็นภาษีของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ข้าพเจ้าจึงต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ฟุ้งเฟ้อและยืมคติของพี่อุดม แต้พานิช ที่ว่า “ฟู่ฟ่าเดี๋ยวก็วาย เรียบง่ายอยู่ได้นาน” มาใช้อีกด้วย แต่ก็มีบางครั้งที่ใช้เงินเหล่านั้น ซื้อความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากสิ่งของที่ไม่จำเป็น เมื่อมีเวลาว่างก็เที่ยวต่างประเทศบ้าง ตอนที่ยังมีโอกาส และแข็งแรงอยู่ นอกจากนั้นแล้ว ข้าพเจ้ายังได้พบเจอ ผู้ใหญ่ใจดีหลายๆ ท่าน ข้าพเจ้ารู้สึกอุ่นใจมาก เหมือนกับว่าได้อยู่กับครอบครัว และถึงแม้ว่า นักเรียนทุนที่เลือกมาเรียนที่ประเทศเดนมาร์กจะน้อยนิด แต่เราก็อยู่กันอย่างอบอุ่น และช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ จนบางครั้งเพื่อน นรท. บางคนก็นึกอิจฉาที่ข้าพเจ้าได้เดินทางมาที่นี่ ในตอนแรกที่ข้าพเจ้ารู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงคนเดียวใน นรท. รุ่นที่สองที่จะมาศึกษาต่อ ณ ประเทศเดนมาร์ก ข้าพเจ้าก็รู้สึกตกใจบ้างเล็กน้อย และหวั่นใจที่ต้องเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว และ ไม่มีเพื่อนสนิทหรือเพื่อนที่รู้จักมาด้วยเลยสักคนเดียว ยังนึกสงสัยว่าทำไมไม่ถามใครเลย ว่าเค้าจะไปเรียนที่ไหนกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่วิธีที่ถูก เพราะข้าพเจ้าเองตอนนั้นก็อายุเกือบจะสิบเก้าแล้ว ก็ควรจะคิดตัดสินใจอะไรเองได้แล้ว รักอะไร ชอบอะไร ก็ควรจะไปทางนั้น แต่ปัญหาก็คือว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ใจตัวเอง ข้าพเจ้าเพียงแต่ฟังคำแนะแนวจากเจ้าหน้าที่และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง รวมไปถึงปรึกษาแม่และน้าสาวของข้าพเจ้าเท่านั้น ซึ่งแม่ก็อยากให้ข้าพเจ้ามาที่ประเทศเดนมาร์กทั้งที่มีประเทศต่างๆ มากมายให้เลือก ด้วยความที่แม่เห็นว่า ประเทศเดนมาร์กเป็นดินแดนแห่งความสงบร่มเย็น และเป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลกในขณะนั้น ข้าพเจ้าก็ยังมีความลังเลและไม่ค่อยแน่ใจอยู่บ้าง พลางสืบเสาะหาข้อมูลทางอินเตอร์เนท แล้วตัดสินใจเลือกในที่สุด แต่ตอนนั้นก็ยังรู้สึกเฉยๆ กับคำว่า “เดนมาร์ก” แต่มาวันนี้ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าทำไมข้าพเจ้าต้องมาที่นี่ และทำไมแม่และน้าสาวของข้าพเจ้า จึงให้กำลังใจข้าพเจ้าและสนับสนุนให้ข้าพเจ้ามาที่นี่โดยตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ของข้าพเจ้าพูดนั้นเป็นจริง เพราะข้าพเจ้าได้พิสูจน์ด้วยตัวของข้าพเจ้าเองแล้ว นอกเหนือจากนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่เกิดขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ มาถึงตอนนี้ข้าพเจ้าขอยอมรับอย่างเต็มใจว่า ข้าพเจ้าหลงเสน่ห์ “เดนมาร์ก” เข้าเสียแล้ว

อ่านต่อหน้าสาม...../

© Royal Thai Embassy, Copenhagen, Denmark 2009