บันทึกของชาวรากหญ้า

นางสาวจิรพร กลั่นสุภา      นักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน รุ่นที่ ๒ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
ปริญญาตรีหลักสูตรขั้นพื้นฐานมนุษศาสตร์และเทคโนโลยี     (Humanistic technology basis study)  Rokilde University, Denmark

ย้อนไปถึงวันที่ประกาศผลสอบ ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย ที่เห็นชื่อของตนเองปรากฏอยู่ตรงหน้า ในตอนแรกข้าพเจ้าก็มิได้คาดหวังว่า ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสได้รับทุนนี้แต่อย่างใด เริ่มตั้งแต่การสมัครก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล ไม่ราบรื่นนัก เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางไปสอบที่อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๕๐ กิโลเมตร โดยมีพ่อจะเป็นผู้ขับรถไปยังสถานที่สอบ โชคดีที่หนทางสะดวกตลอดการเดินทาง และยังมีเพื่อนของข้าพเจ้าที่จะสอบด้วยกันไปด้วยอีกสามสี่คน ในวันนั้น ข้าพเจ้าไม่มีความมั่นใจเลย และรู้สึกหนักหัวมากๆ มันมึนๆ ตึงๆ อย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าจะได้รับกำลังใจมากมายจากครอบครัว โดยเฉพาะจากพ่อ รวมไปถึงเพื่อนๆ ด้วย ก็ไม่ทำให้ข้าพเจ้ามีแรงใจขึ้นมาเลย ในระหว่างทำการสอบวิชาแรกๆในใจคิดเพียงว่า ได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่คิดอะไรมาก แต่พอวิชาหลังๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า ครอบครัวของข้าพเจ้าเองนั้น ก็ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะมาส่งข้าพเจ้าเรียนจนจบปริญญาตรีเป็นแน่ ข้าพเจ้าจึง(แอบ)ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยดลบรรดาลให้การสอบในครั้งนั้น ผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ศักดิสิทธิ์จะเห็นสมควร และแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีจริง เมื่อข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในสาม ที่ผ่านเข้าไปในรอบสัมภาษณ์ แต่กระนั้น ข้าพเจ้าเองก็มิได้ คาดหวังอีกตามเคย เพราะเพื่อนอีกสองคนนั้น เป็นคนที่เรียนดี และเคยสอบได้ที่หนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเองนั้น ตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็ไม่เคยสอบได้ที่หนึ่งอีกเลย และจากจำนวนนักเรียนกว่าสี่สิบคน ก็จะอยู่ในลำดับที่ สี่ หรือ ห้าเท่านั้น ด้วยความที่ข้าพเจ้าเองไม่มีความถนัดทางด้านวิทยาศาสตร์มากนัก แต่ข้าพเจ้าก็มีความสนใจมากในระดับนึง และทุกครั้งที่สอบก็ขอแค่ผ่านในวิชาเหล่านั้นเท่านั้น บางครั้งก็ได้คะแนนมาเยอะ บางครั้งก็น้อย สลับกันไป แต่ก็ยังดีใจที่ทำได้ และต้องขอขอบคุณไปยังเพื่อนรักคนนึง ที่คอยติวหนังสือให้ คอยอ่านหนังสือให้ฟังจนนอนหลับไปก็มี และตอนเช้าก็ตื่นไปสอบอย่างไม่กังวล แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ข้าพเจ้าต้องใช้เวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจกับมันอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงถอดใจ และส่งผลให้เกิดความเครียด ในวันไปสอบสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นวันงานบวชของพี่ชายพอดี เมื่อไปถึงสำนักงานเขตฯ ข้าพเจ้าก็อาเจียน และ ท้องเสีย เป็นระยะๆ อย่างประหลาด อาจเป็นเพราะความกังวลจนเกินไป หรือที่เรียกว่า โรควิตกจริต เพื่อนคนนึงโทรไปแจ้งให้ทางบ้านทราบ ทุกคนต่างกังวลและวุ่นวายใจมาก โดยเฉพาะพ่อ ซึ่งคิดที่จะขับรถ ระยะกว่ายี่สิบกิโล เพื่อมาดูอาการ แต่ข้าพเจ้าก็บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก ทั้งที่ตอนนั้นก็หน้าซีดไปหมดแล้ว เพราะกลัวงานจะบวชจะติดขัดหากพ่อแม่และคนอื่นๆ ต้องมากังวลกับเราเพียงคนเดียว เมื่อการสอบสัมภาษณ์ผ่านไป ข้าพเจ้าก็ยังนึกกังวลใจอยู่ และยังนึกเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้เพราะสิ่งที่คิด กับที่พูดออกไปไม่ตรงกันเท่าไรนัก เหมือนขาดการไตร่ตรอง ข้าพเจ้าไม่มีสมาธิเลยเพราะปวดท้อง แต่กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้าก็เฝ้ารอการประกาศผลด้วยใจที่หวังเล็กๆ เอาไว้ก่อนหน้านี้ไม่นาน ในเวลาต่อมา ข้าพเจ้าก็ได้ตรวจผลสอบทางอินเตอร์เนท ด้วยตัวข้าพเจ้าเอง วันนั้นมีเพื่อนสนิทของข้าพเจ้าอีกคนนึงอยู่ด้วย เราลุ้นกันอย่างตื่นเต้น เลื่อนลงมาตั้งแต่กรุงเทพฯ กว่าจะมาถึง ช. ช้าง ก็ใช้เวลาพอสมควร และแล้วก็มาถึง ช. ช้าง เมื่อเลื่อนลงดูเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ก็พบว่า เพื่อนที่สอบของกิ่งอำเภอ ซึ่งเรารู้จักกันดี ได้ทุน เราก็ดีใจ แต่ก็ต้องมาลุ้นต่อไป และหลังจากนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็พลันเกิดขึ้น คือด้านหลังรายชื่อของ จังหวัดชัยภูมิ อำเภอบำเหน็จณรงค์ มีชื่อของข้าพเจ้าปรากฏอยู่ ข้าพเจ้ารู้สึกโล่ง และดีใจอย่างบอกไม่ถูก คว้ากุญแจรถจักรยานยนต์ทันที แล้วขับด้วยน้ำตาที่อาบแก้ม ด้วยความสุข กลับบ้านไปหาครอบครัว ซึ่งระยะห่างของโรงเรียนกับบ้านของข้าพเจ้าก็ไม่ไกลกันมากนัก ข้าพเจ้ามีความสุขอย่างไม่มีคำอธิบาย เหมือนตัวลอยได้ และเมื่อไปถึงหน้าบ้าน ก็ตามหาแม่ และเมื่อข้าพเจ้าได้พบแม่ซึ่งอยู่นอกบ้าน และห่างกันประมาณสิบยี่สิบเมตร ข้าพเจ้าก็ตะโกน บอกแม่ไปว่า “แม่

ออมทำได้แล้ว” แม่ฟังไม่ถนัดนัก จึงเดินเข้ามาใกล้ ข้าพเจ้าจึงบอกอีกทีว่า “แม่ ออมได้ทุนแล้ว นะแม่” ตอนนั้น สีหน้าของแม่ นิ่งมาก เหมือนท่านไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ในตอนหลังท่านก็ยอมรับว่า ดีใจมาก แต่ไม่แสดงออก เพราะไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไง ก็เหมือนกับตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก เมื่อข้าพเจ้ากลับมาจากโรงเรียนก่อนปิดเทอมทุกครั้ง และบอกกับท่านว่า “แม่ ออมสอบได้ที่หนึ่ง” แม่ก็จะทำหน้าแบบนี้เหมือนกัน แต่แทบทุกครั้ง ครอบครัวของข้าพเจ้าก็จะมีของขวัญให้เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีเงินมากนัก ครั้งล่าสุดคือ นาฬิกา Hello Kitty เรือนสีส้มแสด เป็นของขวัญที่สอบได้ที่หนึ่งในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม เป็นนาฬิกาเรือนเดียว ที่ข้าพเจ้าไม่กล้าใส่เลย เพราะมันช่างตัดกับสีผิวเสียเหลือเกิน ข้าพเจ้ามาคิดดูแล้ว มันก็มีราคาพอดู แต่ข้าพเจ้ากลับไม่พอใจ และมองข้ามความเอาใจใส่ที่พ่อและแม่มอบให้โดยสิ้นเชิง ถึงตอนนี้ข้าพเจ้ายังนึกเสียใจ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าทำอาจทำให้ท่านผู้ให้ทั้งสอง รู้สึกเสียใจก็ได้ แต่ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ยังเด็กมาก อีกอย่างข้าพเจ้าก็มีเหตุผลส่วนตัวที่ว่า ข้าพเจ้าไม่มั่นใจที่จะสวมใส่มัน เพราะหากจะให้ใส่นาฬิกาเรือนนั้น ออกสู่สายตาประชาชน คงต้องโดนล้อแน่ๆ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงเก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดี กลับมาพูดถึงวันที่ข้าพเจ้ารู้ผลสอบอีกครั้ง ในขณะนั้น ข้าพเจ้าอยากที่จะเข้าไปสวมกอดมารดา ของข้าพเจ้ายิ่งนัก แต่ก็แค่ยืนอยู่ใกล้ๆ เท่านั้น ถึงแม้ช่วงเป็นเด็กข้าพเจ้าจะติดแม่มาก เพราะในช่วงที่ต้องเลิกกินนมแม่จะต้องไปอยู่กับตาและยายและน้าสาวที่บ้านของยาย พอโตขึ้นมาอีกนิดก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลกับน้าสาวซึ่งเป็นคุณครูที่จังหวัดหนองคาย แต่บ้านของเราอยู่ที่อยุธยาทำให้ต้องเดินทางด้วยรถไฟทุกๆ สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ จนอายุได้ ๖ ขวบจะต้องเข้าเรียน ป.หนึ่ง ข้าพเจ้าจึงขอที่จะมาอยู่กับครอบครัว เพราะอยากที่จะอยู่ใกล้ชิดแม่ แต่เมื่อข้าพเจ้าเริ่มโตขึ้นเข้ามัธยม เริ่มมีเพื่อนฝูงและย่างเข้าสู่วัยรุ่น ข้าพเจ้าก็ห่างแม่ขึ้นเรื่อยๆ เราจึงไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน ไม่ค่อยได้พูดคุยกันเหมือนเคย และมักจะมีเรื่องให้แม่ต้องพร่ำบ่นอยู่เสมอ แต่คุณจะรู้ไหมว่า การได้รับทุนนี้เอง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรา กลับมาใกล้ชิดเหมือนเดิม และมากยิ่งขึ้น เรามักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ซึ่งข้าพเจ้าจะนั่งท้ายรถ จกย.และกอดแม่ไว้ตลอด และข้าพเจ้าก็ใช้เวลาก่อนเดินทางมายังประเทศเดนมาร์ก กับครอบครัวของข้าพเจ้าให้มากและคุ้มค่าที่สุด ช่วงนั้นข้าพเจ้าจะนอนกับพ่อและแม่ทุกๆ คืนและเราก็กอดกันร้องไห้กันสามคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตของข้าพเจ้า สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าไม่มีใครรักและเป็นห่วงข้าพเจ้าได้เท่ากับครอบครัวอีกแล้ว แต่น่าเสียดายในวันที่ข้าพเจ้าจะเดินทาง พ่อไม่ได้เดินทางมาส่งข้าพเจ้าที่สนามบินเพราะติดธุระ แต่ข้าพเจ้าก็ได้โทรหาท่านเพื่อร่ำลา แต่เมื่อข้าพเจ้าเริ่มได้ยินเสียงที่เริ่มสั่นของท่าน ข้าพเจ้าก็เลยรีบตัดบทไปคุยถึงเรื่องอื่นๆ แล้ววางสายไปในเวลาสั้นๆ แม่ได้ฝากจดหมายมาด้วยหนึ่งฉบับ แม่บอกว่าหากมาถึงเดนมาร์กแล้วจึงเปิดอ่าน จดหมายฉบับนั้น ข้าพเจ้าอ่านทีไรก็เป็นอันมีน้ำตา เช่นเดียวกับครั้งที่ข้าพเจ้าอ่านในตอนแรก มันไม่เหมือนจดหมายทั่วๆ ไป ที่ข้าพเจ้าเคยอ่านมาเลย ข้าพเจ้ารู้สึกรักและศรัธทาในตัวของแม่มากขึ้นทุกที ข้าพเจ้ารู้สึกรักครอบครัว คิดถึง และเป็นห่วงพวกท่านมากขึ้น เพราะแม่สุขภาพไม่ค่อยดี และป่วยอยู่บ่อยๆ ข้าพเจ้าจึงอยากที่จะเรียนจบเร็วๆและกลับไปดูแลท่าน และเมื่อนึกถึงท่านครั้งใด กำลังใจในการเรียนก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

แต่แล้วในที่สุดเรื่องราวความประทับใจที่ข้าพเจ้าอยากจะบอกเล่า ก็ต้องขอจบลงเพียงเท่านี้ หากจะพูดถึงทุนนี้ต่อ ก็คงไม่จบไม่สิ้นกันทีเดียว แต่ก็ยังคงจะพูดต่อในโอกาสต่อไป เพราะนั่นคือจุดประสงค์หลักของการเขียนในครั้งนี้ ถึงแม้อาจจะมีบางเรื่องบางเหตุการณ์ที่ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาตรงนี้ ใช่ว่าจะลืมเลือน ยังคงจำได้ดีไม่มีฟอร์เกท แต่เรื่องราวของข้าพเจ้าจะจบเพียงแค่นี้ ยังมีความประทับใจอีกหลายๆ เรื่องราวที่ยังรอถูกการถ่ายทอดออกมา ข้าพเจ้ายังคงจะบันทึกเอาไว้ในความทรงจำ และกระดาษหลายๆ หน้าต่อไป เพียงแต่ต้องใช้กระดาษสักกี่หน้ากันเล่าจึงจะเพียงพอ และอีกอย่างเรื่องราวก็คงจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และบางอย่างก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่ทุกอย่างกำลังจะดำเนินต่อไปตามทางที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วอย่างไม่มีข้อยกเว้นแต่ประการใด

หากจะกล่าวถึงคำแนะนำสำหรับนักเรียนที่จะเดินทางมาเรียนที่ต่างประเทศ (หากมีนักเรียนทุนรุ่นที่ ๓) ไม่ว่าจะมีนักเรียนมาเรียนที่ประเทศเดนมาร์กหรือก็ไม่ก็ตาม ข้าพเจ้าก็ขอแนะนำในฐานะที่เป็นนักเรียนทุนประจำประเทศเดนมาร์กและจากประสบการณ์เกือบ ๓ ปีที่ผ่านมา

เริ่มที่การเตรียมตัวที่จะมาเรียนที่ต่างประเทศ เรื่องภาษานับว่าเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็ต้องใช้ภาษาเป็นหลัก อย่างการดำเนินชีวิตก็ต้องใช้ภาษามาก แล้วถ้ายิ่งเข้าไปเรียนในระดับสูงๆ ขึ้นไปแล้วก็ยิ่งสำคัญ ดังนั้นการเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงและเอาใจใส่เป็นอย่างมาก อย่างน้อยภาษาอังกฤษต้องได้ในระดับ เพราะสำคัญมากจริงๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือตัวนักเรียนเองก็ต้องตระหนักถึงตรงนี้ด้วย ควรใส่ใจในการเตรียมตัวตรงนี้ ขยัน และตั้งใจให้มาก

เรื่องรองลงมาคือเรื่องสุขภาพ ทั้งสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิต ควรมีการตรวจอย่างระเอียดรอบคอบ เพราะถ้าหากสุขภาพจิตใจไม่เข้มแข็งพอแล้วนั้น ก็ยากที่จะรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในแต่ละวันได้ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม และควรกลั่นกรองนักเรียนอย่างถ้วนถี่ เพราะนักเรียนบางรายที่มีประวัติไม่ดีมาก่อน เมื่อมาอยู่รวมกับเราแต่ไม่มีการปรับตัวให้ดีขึ้นแล้วนั้น นอกจากจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนแล้ว หากปล่อยให้เดินทางไปยังต่างประเทศประเทศ ยังอาจทำให้ชื่อเสียงประเทศชาติพลอยเสื่อมเสียไปด้วย

เรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และสังคม อาหารการกิน วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ของประเทศนั้นๆ ก็สำคัญควรมีการเตรียมความพร้อมในระดับหนึ่ง อาจเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในประเทศนั้นๆ มาบอกเล่าและแนะนำการปฏิบัติตนอย่างละเอียด หรือแนะนำหนังสือนำเที่ยวดีๆ สักเล่มให้นักเรียนอ่าน นอกจากจะสร้างความกระตืนรือร้น และความสนในใฝ่รู้ให้นักเรียนแล้ว ยังจะสามารถช่วยให้นักเรียนรู้สึกอุ่นใจและสบายใจ หากต้องเดินทางมายังที่ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนด้วย

ส่วนเรื่องสาขาที่นักเรียนจะเลือกมาเรียนนั้น ควรมีการติดตามข้อมูลข่าวสาร และทำให้ทันต่อเหตุการณ์และเป็นปัจจุบันที่สุด เพราะบางสาขาวิชาที่น่าสนใจ และประเทศไทยเรายังขาดแคลน ได้มีการเปิดการเรียนการสอนในบางประเทศ จึงทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบางประการในภายหลัง ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างความลำบากใจให้กับทั้งตัวนักเรียน และทางผู้ที่เกี่ยวข้องไม่น้อยเลย

เรื่องการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน ตรงนี้ต้องเกิดจากการร่วมมือของทั้งสองฝ่าย ตัวนักเรียนเองต้องทำข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ สละเวลาเพียงน้อยนิด เพื่อจะได้เกิดความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ หากต้องการติดต่อนักเรียนไม่ว่าจะในกรณีใดๆ และเจ้าหน้าที่หรือผู้ดูแลนักเรียนควรติดตามนักเรียนอย่างต่อเนื่องด้วย

เรื่องการเข้าค่ายเตรียมความพร้อมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นด้วยเช่นกัน เพราะจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เรียนรู้ที่จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังสามารถสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนอีกด้วย

เป็นที่เข้าใจดีว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นบางส่วนมาจากการที่โครงการนี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและขาดการเตรียมการอย่างรอบคอบ จึงมีผลกระทบกับนักเรียนรุ่นแรกอย่างมาก และในรุ่นต่อมาบ้างในระดับหนึ่ง แต่หากจะมีนักเรียนทุนรุ่นที่สาม ก็ควรที่จะแก้ไขปัญหาเบื้องต้น หรือปัญหาที่พบบ่อยๆ ให้หมดไปเสียก่อน หรือหากจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับทุน เช่น ให้นักเรียนกลับมาทำงานใช้ทุนบางส่วน โดยมีงานรองรับให้ ก็จะเป็นการดีไม่น้อยเลย เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นจะได้ทำให้นักเรียนตระหนักถึงคุณค่าของเงินมากขึ้น และได้ตระหนักถึงจุดประสงค์ของโครงการนี้ว่า เพื่ออะไร และ เพราะอะไร จากคำถามที่ว่า เพื่ออะไรนั้น คำตอบก็คือ เพื่อการพัฒนาตัวเราเอง และประเทศชาติในลำดับต่อไป และ เพราะอะไรนั้น ก็เพราะเราเป็นผู้ที่ถูกเลือก เลือกให้มาเป็นตัวแทนของเด็กไทยหลายๆ คน มาเก็บเกี่ยววิชาความรู้จากที่ต่างๆ เพื่อนำกลับไปพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของเราให้เจริญรุ่งเรือง เทียบเท่านานาประเทศ เพราะเงินจำนวนไม่น้อยที่ใช้ในโครงการนี้ เป็นเงินของประเทศชาติที่มาจากภาษีของประชาชนทุกคน และอาจพูดได้ว่าเงินที่ส่งนักเรียนมาเรียนต่างประเทศเพียงคนเดียว สามารถให้ทุนเด็กยากจนในประเทศเรียนได้หลายสิบคนเลยทีเดียว ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่นักเรียนควรรับรู้และตระหนักถึงให้มาก เพราะหากนักเรียนไม่คิดถึงจุดนี้ และทุนก็ไม่ได้ถูกมัดเช่นนี้ เกรงว่าอาจจะสูญเปล่า ที่สำคัญที่สุดคือ นักเรียนควรตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกฝนตนเอง เพื่อจะได้เอาวิชาความรู้กลับไปบ้านเราให้มากๆ เพราะหากแต่ละคนสำเร็จการศึกษาและกลับไปช่วยกันแล้วนั้น การพัฒนาก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะเราเริ่มจากท้องถิ่นที่เราอยู่เป็นอันดับแรก หนึ่งอำเภอหนึ่งคน แต่ในขณะนี้ หนึ่งอำเภอสองคน จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายขึ้นไปในระดับประเทศต่อไป หากเราเชื่อมั่นและมีอุดมการณ์เดียวกันแล้วนั้น ความหวังและความฝันของประเทศคงอยู่ไม่ไกลเกินไป ดังต้นหญ้าที่ค่อยๆเติบโต รอการตัดแต่ง และรวมตัวกันเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ผืนแผ่นดินต่อไป เพราะเมื่อใดที่บุคคลากรได้รับการพัฒนาอย่างดีแล้ว ประเทศก็ย่อมได้รับการพัฒนาตามไปด้วย

ปล. ถึงแม้วันนี้ไม่ได้ดูเวลาว่าเริ่มเขียนหรือเขียนเสร็จเมื่อไร แต่สำหรับวันที่ตามแบบสากลแล้วมันช่างเป็นเลขที่สวยงาม และมีความหมายที่ดีจริงๆ “๙” ก้าวต่อไป อย่าหยุดนะ เด็กน้อย...

© Royal Thai Embassy, Copenhagen, Denmark 2009