ไพศาล ตันบริภัณฑ์ นักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน รุ่น สอง ปัจจุบัน สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ University of Copenhagen
ข้าพเจ้านาย ไพศาล ตันบริภัณฑ์ (ต้อ) นักเรียนทุนรัฐบาลไทย ภายใต้โครงการ หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น หรือแม้แต่อาจมีท่านทั้งหลายเรียกว่า “ทุนหวย” ปัจจุบันกำลังเข้าศึกษาอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก ในสาขาวิชาเภสัชศาสตร์ ณ University of Copenhagen มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศเดนมาร์ก ก่อนอื่นเหนื่อสิ่งอื่นใดนั้น กระผมต้องขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องในอดีตในสมัยที่ยังเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ อำเภอเล็กๆ ภายในจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทยคือ อำเภอ อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ตัวของกระผมเองก็เหมือนกับเพื่อนนักเรียนทั่วๆ ไปในต่างจังหวัด คือ เรียนเฉพาะในโรงเรียนให้มากที่สุด เพราะไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษอย่างเด็กในเมืองหลวง เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกนั้น ก็ตั้งใจศึกษาอย่างเต็มที่ โดยได้คิดว่าอยากจะเรียนต่อในสาขาสัตวแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะนั้นกระผมมีหน้าที่อย่างเดียวในบ้านคือ เรียน งานอื่นนั้นทางบ้านจะเป็นผู้รับผิดชอบ ทางบ้านนั้นสนับสนุนทางด้านการศึกษาเป็นอย่างมากเพื่อที่จะให้ได้เรียนสูงๆ สูงที่สุดที่มารดาและบิดาซึ่งจบเพียง ป.4 และ ป.5 จะส่งเสียได้ ท่านทั้งสองบอกเสมอว่ามีแต่เพียงการศึกษาเท่านั้นที่พ่อแม่จะมอบให้เป็นสมบัติติดตัวของเราได้ และการศึกษานี้ก็จะนำมาซึ่งสมบัติทั้งหมด ครอบครัวของข้าพเจ้าก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย ฐานะจัดอยู่ในระดับพอมีพอใช้ แต่ค่อนไปทางไม่พอจะมากกว่า บางครั้งก็ต้องนำทรัพย์สินในบ้านไปฝากไว้ยังสถานานุบาล เพื่อที่จะสามารถหมุนเงินให้พอที่จะส่งเสียลูกทั้งสามที่เรียนหนังสือได้ ดังนั้นตัวกระผมเองจึงไม่เคยมีความคิดเลยแม้แต่เสี้ยวน้อยนิดที่คิดจะเรียนต่อต่างประเทศ เพียงแค่จะศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศก็ต้องทำให้ทางบ้านมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ขณะก่อนที่จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกนั้นก็ต้องสมัครสอบในโควต้าของมหาวิทยาลัยที่มีมามากมาย และยังจะต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเพื่อเป็นค่าใบสมัคร ค่าเดินทางไปสอบ ก็โชคดีเป็นอย่างมากที่ได้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจึงไม่เดือดร้อนทางบ้านไปมากกว่านี้ เมื่อได้ทราบข่าวทุนการศึกษานี้จากอาจารย์ แนะแนวซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชั้น ก็ได้ตัดสินใจลงสมัครทุนนี้ แต่ก็ไม่ได้มีความหวังอะไรมากมาย เพราะมีนักเรียนอีกหลายคนที่โรงเรียนก็สมัครด้วย เมื่อรวมกับนักเรียนภายในอำเภอแล้วก็หลายอยู่ จึงคิดเพียงว่าแค่ได้มาสอบ มาลองทำข้อสอบก่อนสอบ Admission ก็ดีแล้วแต่ก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ เมื่อวันประกาศผลผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ก็มีรายชื่ออยู่หนึ่งในสามด้วย ตัวกระผมเองก็ได้อาจารย์แนะแนวท่านเดิมอีกนั่นแหละที่คอยบอกแนวทางช่วยทำแฟ้มสะสมผลงาน และพาไปสอบ ผลสอบสัมภาษณ์ที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ
สำหรับการเลือกว่าจะศึกษาต่อด้านนั้นก่อนที่จะมาเข้ารับการอบรมตัวแทนแต่ละอำเภอของภาคกลาง ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้คิดมาว่าจะศึกษา ณ ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากตนมีพื้นฐานทางด้านภาษาฝรั่งเศสมาอยู่บ้าง แต่เมื่อได้รับฟังข้อมูลจากทางพี่ๆ ก.พ. ก็ได้ตัดสินใจที่จะมาศึกษาต่อที่ประเทศเดนมาร์ก การตัดสินใจมาจากข้อมูลที่ได้รับมาล้วนๆ ไม่มีปัจจัยอื่นเลยโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าข้าพเจ้าเป็นคนเดียวของภาคกลางที่จะมาศึกษาต่อยังเดนมาร์ก การฝึกอบรมในระยะแรกที่ มศว นั้นก็ทำให้ได้รับความรู้มากมายจากพี่ๆ ของก.พ. ถึงแม้ว่าข้อมูลบางข้อมูลจะเป็นข้อมูลที่เก่าหรือยังไม่ได้ปรับปรุงก็ตาม และยังได้เรียนรู้ปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าแล้วพร้อมที่จะรับมือแก้ใขกับปัญหาต่างๆ จากพี่ๆ ที่อบรมด้านสุขภาพจิต ยิ่งกว่าสิ่งใดยังได้รู้จักกับเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันอีกมากมายหลังจากนั้นอีกไม่นานก็ได้มาเข้ารับการอบรมทางด้านภาษาและความพร้อมก่อนเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลาสามเดือน ในระหว่างนี้ได้เรียนภาษาเดนมาร์ก ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น ภาษาอังกฤษ และทบทวนความรู้พื้นฐานทางวิชาหลักคือ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ และยังได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ให้มากขึ้นอีกด้วย ก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศเดนมาร์กนั้นก็ได้รับเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการซื้อของเตรียมตัวก่อนเดินทาง สำหรับวันเดินทางนั้นเนื่องจากนักเรียที่จะมาเดนมาร์กนั้น มีเพียงแค่สามคน พวกเราจึงต้องเดินทางกันเองโดยมีพี่ๆ จาก ก.พ. มาส่งที่สนามบิน การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางครั้งแรกของพวกเรา พวกเรารู้สึกประหม่าเป็นอันมาก แต่พวกเราก็ได้รับความเมตตาจาก ป้ามุข ภรรยาท่านเอกอัครราชทูตประจำประเทศเดนมาร์กในขณะนั้น ให้ร่วมเดินทางมาด้วย การเดินทางครั้งนั้น จึงเป็นไปด้วยดี เมื่อมาถึงแล้วก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี และเป็นกันเองยิ่ง จากท่านเอกอัครราชทูต และพี่ทุกคนในสถานทูต พี่ผู้ดูแลนักเรียนในขณะนั้น ก็ได้พาไปชมบรรยกาศ และพาไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้อีกมากมาย และยังได้รับทานอาหารกลางวันที่บ้านของท่านเอกอัครราชทูตอีก เมื่อถึงเวลาเย็นก็ได้รับการเลี้ยงต้อนรับอีกที่บ้านท่านทูตฯ และยังได้พบกับนักเรียนทุนฯ รุ่นแรกเมื่องานเลี้ยงเลิกลา พี่ๆ รุ่นหนึ่งก็ยังมาส่งที่หอพักและช่วยต่อเตียงนอนอีก เช้าวันต่อมาพี่ๆ ก็มารับและออกไปชมเมืองและยังบอกถึงวิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกด้วย พวกเราได้รับการดูแลอย่างดีมาก ทั้งจากพี่ๆ นักเรียนทุนฯ และพี่ๆ ทางสถานทูตฯ
การใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องจากบ้านมาไกลขนาดนี้ ไม่มีแม้แต่ญาติเพียงคนเดียว อย่างที่ได้กล่าวมาตอนต้นแล้วว่า หน้าที่หลักตอนที่อยู่เมื่องไทยก็คือ เรียน กับ เรียน จึงทำให้ลำบากมากในช่วงแรกๆ เพราะไม่สามารถจะทานอะไรได้และยังคิดถึงบ้านอีกเป็นกำลัง คิดถึงความสะดวกสบายที่บ้าน อยากกลับไปเป็นลูกแหง่ที่คอยให้พ่อแม่โอ๋อยู่ตลอดเวลา ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่อยู่ที่นี่นั้น น้ำหนักลดลงไป 12 กิโลกรัม อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่างคือ เรื่องอาหารการกินและเรื่องความคิดถึงบ้าน แต่พอเมื่อได้เริ่มต้นเรียนภาษานั้นความคิดถึงบ้านก็หมดไปโดยสิ้นเชิง เพราะการเรียนที่นี่นั้นถือว่าหนักเอาการอยู่ เนื่องจากเป็นภาษาใหม่ อีกทั้งยังเป็นภาษาเก่าแก่ที่ยากเอามากๆ ทั้งการประสมคำและการออกเสียงคำต่างๆ ที่ไม่สามารถถอดออกมาเป็นภาษาไทยได้ แต่พวกเราโชคดีมากที่ได้ทีมงานของอาจารย์ที่มาจาก มหาวิทยาลัย Roskilde (รอสคิลเลอ) เพราะทางคณาจารย์นั้นมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการสอนสูงมาก ทำให้พวกเราเรียนได้เร็ว การเรียนที่นี่เพียงสองถึงสามสัปดาห์นั้นได้รับอะไรๆ มากกว่าการเรียนที่ มศว ถึงสามเดือน เพราะที่นี่เราได้นำความรู้ที่ได้เรียนมาไปใช้จริงกอรปกับเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนการเตรียมพร้อมทางด้านภาษาที่ได้รับมาก่อนจากทางประเทศไทยนั้น ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากผู้ที่มาสอนนั้นไม่ใช่อาจารย์ เป็นเพียงคนที่มาจากประเทศเดนมาร์กเท่านั้น จึงไม่รู้จักวิธีถ่ายทอด นักเรียนเราจึงไม่ได้รับความรู้เท่าที่ควร การเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยนี้ จะใช้เวลาประมาณสองปีซึ่งเป็นหลักสูตรภาคบังคับที่ไม่สามารถข้ามขั้นได้ การเรียนด้านภาษานี้ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ การสอบ การสอบของที่นี่ไม่เหมื่อนกับประเทศไทย เพราะการสอบคือนักเรียนต้องไปทำโครงงานที่เกี่ยวกับประเทศเดนมาร์กมา และต้องมาอธิบายปากปล่าวเป็นเวลาเพียงประมาณสามนาที แต่การทำโครงงานนี้ต้องใช้เวลาบางครั้งถึงหนึ่งเดือน เมื่อเรียนภาษาจบแล้วก็ต้องย้ายไปเรียนที่Avedøre (อะวิดเอื๋อย) Gymnasium ซึ่งเป็นโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย เหตุที่ต้องมาเรียนโรงเรียนนี้ เพราะว่าจะได้สอดล้องกับนโยบายของทุนฯ นี้ คือต้องเรียนมหาวิทยาลัยเป็นภาษาเดนมาร์ก จึงต้องการเกรดของวิชาต่างๆ เป็นของเดนมาร์ก การเรียนที่นี่เหมือนกับการเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศไทย แต่ระบบสื่อการเรียนการสอนดีกว่ามาก พวกเราได้ใช้สื่อการสอนต่างๆ มากมายในการทดลองทางวิทยาศาสตร์และการเรียนการสอนทุกวิชา การสอนของที่นี่นั้น เราต้องกระตือรือล้นเป็นอย่างมาก เพราะข้อมูลทุกอย่างของวิชาและชั่วโมงต่อไปที่จะเรียนนั้น ได้ถูกนำมาลงไว้ในเว็บไซด์กลางของนักเรียนทั้งหมดแล้ว จึงทำให้เรารู้ว่าพรุ่งนี้จะเรียนอะไรและต้องอ่านอะไรไปล่วงหน้าบ้าง วันใดที่เราไม่สามารถอ่านล่วงหน้าหรืออ่านไม่ทันนั้น ก็จะทำให้เราตามเพื่อนๆ ไม่ทัน เมื่อจบจากชั่วโมงแล้วก็ต้องกลับมาอ่านทบทวนอีก เพื่อที่จะทำให้เราจำได้ว่าวันนี้เราเรียนอะไรไปบ้าง การเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ได้มุ่งสอนให้นักเรียนจำเพียงอย่างเดียวเช่นเดียวกับเมื่องไทย แต่เราต้องเรียนว่าสูตรแต่ละสูตรนั้นมาได้อย่างไรผ่านการทดลองอย่างไร และเราก็ต้องทดลองตามรอยนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ มากมายเพื่อให้ได้สูตรที่เราใช้กันในทุกวันนี้ การเรียนการสอนก็ต้องมีการสอบแต่การสอบของประเทศนี้ก็แปลกมากๆ เราต้องสอบข้อเขียนในวิชา ภาษาอังกฤษ ภาษาเดนมาร์ก คณิตศาสตร์ วิชาเหล่านี้เราต้องสอบพูดปากปล่าวอีกด้วย อีกทั้งเราต้องสอบพูดปากปล่าวในวิชา เคมี คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และ ฟิสิกส์ การสอบพูดนั้น อาจารย์จะบอกหัวข้อเอาไว้ก่อนแต่หัวข้อนั้นไม่ได้ช่วยอะไรพวกเราเลย เพราะนั่นหมายถึงบททุกบทในหนังสือเรียน พวกเราจึงต้องทบทวนบทเรียนทั้งหมดก่อนการสอบ เมื่อการสอบมาถึงก็ต้องจับฉลากขึ้นมาสามถึงสี่หัวข้อและอธิบายถึงความรู้ทั้งหมดของหัวข้อนั้นๆ เช่นเดียวกับว่าเราเป็นอาจารย์ยืนสอนอยู่หน้าห้อง ในทางกลับกันอาจารย์ก็กลายเป็นนักเรียนช่างถาม เพราะอาจารย์จะถามทุกอย่างแต่การให้คะแนนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากอาจารย์ผู้สอนเลย แต่จะได้รับการประเมินจากอาจารย์ผู้สอนจากโรงเรียนอื่น โอกาสที่จะสอบนั้นก็มีแค่ครั้งเดียวไม่สามารถแก้ตัวได้ และไม่มีระบบคะแนนเก็บเพื่อช่วยเหลือนักเรียนเช่นเดียวกับเมืองไทย
ตัวของกระผมเองสามารถพูดได้ว่าการเรียนต่างประเทศนั้นได้ความรู้ทางวิชาการไม่ต่างไปจากประเทศไทยมากนัก แต่ที่ต่างกันคือที่ต่างประเทศนั้น ได้สอนให้นักเรียนคิดโดยใช้หลักเหตุและผล ที่สามารถพิสูจน์ได้โดยใช้การทดลองด้วยตนเอง การเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัตินั้น จะทำให้สามารถจำเรื่องที่เราเรียนมาแล้วได้ เพราะเราได้เรียนรู้ว่าความรู้ต่างๆ นั้นมาได้อย่างไรและทำเช่นไร ถึงจะได้ความรู้นั้นๆ มา บัดนี้เมื่อพวกเราได้มาศึกษาต่ออยู่ต่างประเทศไม่ว่าจะประเทศใดๆ ในโลกพวกเรานั้นได้เห็นโลกในมุมมองที่กว้างขึ้น และทำให้เรารู้ว่าประเทศของเรายังล้าหลังกว่าประเทศต่างๆ อีกมากมายเมื่อเราได้มาเรียนประสบกับเหตุการณ์นี้เหมือนเป็นแรงผลักดันที่ต้องคิดต้องค้นว่าทำอย่างไรประเทศชาติของเราจะพัฒนาให้เท่าเทียมกับนานา อารยประเทศได้
สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์จริงนี้จะสามารถเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันเพื่อให้ชาติไทยของเราเจริญรุ่งเรื่องได้